หมวด ว. และ ส.

วิกฤตการณ์ กับคำว่า วิกฤตกาล

คำทั้งสองนี้ แต่คำพ้องเสียง แต่ไม่พ้องรูป มีความหมายแตกต่างกัน

การณ์ หมายถึง เหตุ เค้า มูล เช่น รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กาล หมายถึง เวลา คราว ครั้ง

เมื่อเอามาเข้ามาสมาสกับคำว่า วิกฤต  หรือ วิกฤติ หมายถึง เวลาหรือเหตุการณ์ ขั้นอันตรายที่อยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ

วิกฤตการณ์ เป็นคำนาม หมายถึง เหตุการณ์อันวิกฤต

วิกฤตการ เป็นคำนามหมายถึง เวลาอันวิกฤต

คำหนึ่งหมายถึงเหตุการณ์ อีกคำหนึ่งหมายถึงเวลา

วัตถุ กับคำว่า วัสดุ

คำทั้งสองคำนี้มาจากคำบาลีสันสกฤต และมีความหมายอย่างเดียวกัน

วัตถุ หมายถึง สิ่งของ สิ่งที่เตรียมไว้เพื่อผลิตหรือประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป

คำว่า วัสดุ หมายถึง วัตถุที่นำมาใช้ เช่น วัสดุก่อสร้าง

วัตถุ เราหมายถึง สิ่งที่อยู่ตามธรรมชาติของมัน เช่น วัตถุน้ำพา หมายถึง กรวด หิน ดิน ทราย

ถ้าหากเรานำ กรวด หิน ดิน ทราย ใช้ในการก่อสร้าง เราก็เรียกว่าเป็น วัสดุ

วิปโยค กับคำว่า วิประโยค

เขียนได้ทั้งสองรูปทั้ง วิปโยค และวิประโยค

วิประโยค หมายถึง การพลัดพราก การกระจัดกระจาย

เช่น แม่น้ำวิปโยค ก็ควรจะแปลว่า แม่น้ำที่ก่อให้เกิดความพลัดพราก

วันวิปโยค ก็จะได้ความว่า  วันที่ทำให้เกิดความพลัดพรากจากัน

วันมหาวิปโยค ก็จะมีความหมายว่า วันที่ทำให้เกิดความพลัดพรากจากกันอย่างมาก

ดูแล้วก็รู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่เหมือนอย่างที่เข้าใจ เพราะเรามักจะใช้คู่กัน เป็น วิปโยคโศกเศร้า โดยไม่สนใจความหมายเดิม วันวิปโยค ก็คือ วันที่ทำให้เราต้องเศร้าโศก

สังเกต กับคำว่า สังเกตุ

เหตุที่มักมีคนเขียนผิดเป็น สังเกตุ ก็คงเนื่องจาก ทำให้หลงไปกับคำว่า เหตุ เมื่อเหตุ มี ต สระอุได้ สังเกต ก็น่าจะใส่ สระอุ

สังเกต มาจากคำบาลี  ว่า  สงเกต (สัง เก ตะ ) แปลว่า กำหนดไว้ หมายไว้

สมนาคุณ กับคำว่า สมณาคุณ

ต่างกันตรงคำว่า น กับ ณ การเขียนคำนี้ผิดหรือถูก สัมพันธ์โดยตรงกับการออกเสียง คนมักอ่านออกเสียงผิดเป็น สะ-มะ-นา-คุณ ที่ถูกต้องแล้ว จะต้องอ่านว่า สม-มะ-นา-คุณ

สมนาคุณ หมายถึง ตอบแทนบุญคุณด้วยทรัพย์  สิ่งของ

ส่วนคำว่า สมณาคุณ อาจจะมาจากคำว่า สมณะ + อคุณ แปลว่า สิ่งที่ไม่ใช่คุณของสมณะหรือพระภิกษุ เพราะคำว่า สมณะ แปลว่า พระภิกษุ

ดังนั้น ถ้าต้องการเขียนคำที่ให้มีความหมายว่าด้วยการตอบสนองแทนบุญคุณจะต้องเขียนว่า สมนาคุณ

สัญลักษณ์ กับคำว่า สัญญลักษณ์

สัญลักษณ์ อ่านว่า สัน-ยะ-ลัก หมายถึง สิ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ใช้ความหมายแทนอีกสิ่งหนึ่ง

เดิมคำนี้มาจากคำว่า สัญญา กับ ลักขณ์ มาเข้าสมาสกัน จึงกลายเป็น สัญลักษณ์

คำชี้แจงหลักการเขียนและวิธีการใช้พจนานุกรม ออกมาว่า

ก.     ตัวสะกดที่มีอักษรซ้ำ เช่น กิจจ  เขตต  จิตต  ในกรณีที่ตัวหลังไม่มีสระกำกับให้ตัดออกตัวหนึ่งเป็น กิจ  เขต  จิต

ดังนี้ คำว่า สัญญา จึงต้องมี ญ สองตัว แต่เมื่อลบสรอาออก เหลือเป็น สัญญ อย่างนี้

คำว่า สัญญลักษณ์ ก็เหลือเป็น สัญลักษณ์ เช่นเดียงกับคำว่า อรัญญ+ประเทศ กลายเป็น อรัญประเทศ 

สัญชาตญาณ กับคำว่า สัญชาติญาณ

สัญชาตญาณ รูปเกิดจากการนำคำบาลี ๒ คำ คือคำว่า สัญชาต ซึ่งแปลว่า เกิดเอง กับคำว่า ญาณ แปลว่า ความรู้ มาเข้าสมาสกับ แปลว่า ความรู้ที่เกิดเอง คำนิยามคือ ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดของคนและสัตว์

ปัญหาก็เกิดขึ้นภายหลังว่า ญาณ ที่แปลว่า ความรู้นั้น ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา

เมื่อ ญาณ หมายถึง ความรู้ขั้นสูง สัตว์เดรัจฉานจึงไม่มีทางที่จะได้ ญาณ เพราะสัตว์ไม่สามารถเข้าสมาธิได้

สรรค์ กับคำว่า สรร

คำทั้งสองคำนี้เป็นคำไทยที่พ้องเสียงและรูปคำก็คล้ายกัน

คำว่า สัน๑ แปลว่า สิ่งที่มีลักษณะนูนสูงขึ้นเป็นแนวยาว

สัน๒ แปลว่า เป็นภาษาถิ่นภาคพายัพ มีความหมายว่า  ปีวอก

คำว่า สรรค์หมายถึง สร้างให้มีให้เป็นขึ้น และคำว่า สรร มาจากภาษาเขมร แปลว่า เลือกว่า แกล้งเลือก

คำว่า จัดสรร แปลว่า แบ่งส่วนไว้โดยเฉพาะ

คำว่า เลือกสรร แปลว่า พิจารณาเลือกเอาแต่ที่ดีๆ

    คำว่า สร้างสรรค์ แปลว่า การสร้างให้มีให้เป็นขึ้น

สาธารณูปโภค กับคำว่า สาธารณูปการ

เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า สาธารณูปโภค มากกว่า สาธารณูปการ

สาธารณูปโภค หมายถึง บริการสาธารณะที่จัดทำเพื่ออำนวยประโยชน์แกประชาชน เช่น การไฟฟ้า การประปา การเดินรถประจำทาง

คำนี้เกิดมาจาก สาธารณ ซึ่งหมายถึง ทั่วไปมาเข้าสนธิกับคำว่า  อุปโภค  ซึ่งมีความหมายว่า เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์

ส่วนคำว่า สาธารณูปการ หมายถึง กิจการเกี่ยวกับการสงเคราะห์บุคคลที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เช่น คนพิการ คนชรา เด็กกำพร้า

คำว่า สาธารณูปการ  จึงกลายเป็นคำเฉพาะที่ใช้กันในหมู่พระสงฆ์

สุคติ กับคำว่า สุขคติ

เราพบคำนี้บ่อยในสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในงานศพ ไม่ว่าจะเป็นการ์ด หรือ หนังสือ

สุคติ หมายถึง ภูมิที่ไปเกิดมีความสุขสบาย,สวรรค์

สุคติ เกิดจาก สุ+คติ โดยที่คำว่า คติ หมายว่า การไป ความเป็นไป การดำเนิน

ส่วนคำว่า สุ เป็นคำ อุปสรรค แปลว่า ดี งามคำ สุคติ เรามักจะใช้คู่กันไปกับคำว่า สวรรค์ เช่น ขอให้ขึ้นสวรรค์ไปสู่สุคติ

สวมกอด กับคำว่า สรวมกอด

คำที่ต่างกันคือคำหน้าของคำทั้งสอง สวม กับ สรวม

สวม เป็นคำกริยา หมายถึง กริยาที่เอาของเป็นโพรงเป็นวง ครอบหรือกรอมของเล็กที่พอดีกัน แต่ขนาดย่อมกว่า มีลูกคำว่า สวมกอด พอดี ดังนั้นคำที่ถูกของคำนี้ คือ สวมกอด

ส่วนคำว่า สรวม หมายถึง ขอ , สรวมชีพ , ขอชีวิต

เช่นนี้ หากเราเขียนว่า สรวมกอด จะหมายถึง ขอกอด ซึ่งก็ไม่มีใครใช้คำนี้เวลาจะขอกอดใคร

สังวร กับคำว่า อาวรณ์

ส่วนมากมักไม่แน่ใจว่า คำไหนมี ณ การันต์หรือไม่ คำทั้งสอง เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีด้วยกันทั้งคู่

คำว่า สังวร  หมายถึง ความระวัง ความเหนี่ยวรั้ง ความป้องกัน

ส่วนคำว่า อาวรณ์ หมายถึง เครื่องกั้น เครื่องกำบัง เป็นคำกริยา หมายถึง ห่วงใย อาลัย คิดกังวลถึง

 

 

สะเพร่า กับคำว่า สับเพร่า

คำที่ถูกคือ คำว่า สะเพร่า ส่วนคำว่า สับเพร่า ไม่มีในพจนานุกรม แต่ก็ยังมีคนใช้ผิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาพูด

สะเพร่า หมายถึง อาการที่ทำอย่างหวัดๆ ลวกๆ ขาดความรอบคอบ

ดังนั้น คำนี้ เวลาเขียนจะต้องเป็น สะเพร่า แต่เวลาพูดอาจพูดเป็น สับเพร่า ได้

สาร กับคำว่า สาส์น

ตามหลักภาษาไทย คำที่มาจากบาลีสันสกฤต เราไม่นิยมใส่การันต์ตรงกลางคำ ดังนั้น คำว่า สาส์น จึงเป็นคำที่เขียนไม่ถูกต้อง แต่มีข้อยกเว้นเพียงคำว่า สาส์นสมเด็จ เท่านั้น

แต่ถ้าเป็นจดหมายของพระมหากษัตริย์ ใช้คำว่า พระราชสาสน์ อ่านว่า พระ-ราด-ชะ-สาด

ถ้าเป็นจดหมายของประมุขของประเทศหรือของประธานาธิบดีใช้คำว่า  อักษรสาสน์ อ่านว่า อัก-สอน-สาด

ถ้าเป็นจดหมายองสมเด็จพระสังฆราช ใช้คำว่า สมณสาสน์ อ่านว่า สะ-มะ-นะ-สาด

สะพึงกลัง กับคำว่า สะพรึงกลัว

คำเดิมน่าจะมาจากคำว่า พึงกลัว แล้วมี สะ เข้ามาอยู่หน้าคำในภายหลังเป็น สะพรึงกลัว เหมือนคำว่า พรั่ง เป็น สะพรั่ง หรือคำว่า พรึบ เป็น สะพรึบ

ดังนั้นจาก พึงกลัว เป็น สะพรึงกลัว ก็เป็น สะพรึงกลัว ไปในที่สุด ซึ่งหมายถึง พรั่นพรึง

สาหัส กับคำว่า สากรรจ์

สากรรจ์ หมายถึง ห้าวหาญ เช่น ใจฉกรรจ์ , แข็งแรงสมบูรณ์ เช่น วัยฉกรรจ์ , รุนแรงอาจถึงตาย เช่น แผลฉกรรจ์

คำว่า สาหัสสากรรจ์ มาจากคำว่า สาหัส+ฉกรรจ์ เมื่อนำคำทั้งสองมาเข้าคู่กัน ก็เลยแผลง ฉ ที่ ฉกรรจ์ เป็น ส

สาหัส หมายถึง ร้ายแรง รุนแรงเกินสมควร

สัมนา กับคำว่า สัมมนา

คำนี้มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Seminar แต่ไม่ใช่เป็นคำที่ถอดมาจากภาษาอังกฤษ

ดังนั้น อาจมีการเข้าใจผิดว่าถอดมาจากภาษาอังกฤษ เลยเขียนว่า สัมนา เพราะเห็นว่า คำในภาษาอังกฤษ มี m ตัวเดียว

แต่ในภาษาไทย สัมมนา ต้องมี ม สองตัว หมายถึง การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: