หมวด ก และ ข

กริยา กับคำว่า กิริยา

มีความหมายเหมือนกันทั้งสองคำ หมายถึงการกระทำ แต่ต่างกันตรงที่ใช้และการออกเสียง

กริยา ออกเสียงว่า กริ-ยา ไม่ใช่ กะ-ริ-ยา

ส่วนคำกิริยา เป็นคำบาลี หมายถึง การกระทำ อาการที่แสดงออกมาด้วยกาย, มารยาท, บางทีใช้ในอาการที่ดี เช่น มีกิริยา หมายความว่า มีกิริยาดี คำนี้ออกเสียงว่า กิ-ริ-ยา          

*การใช้คำนี้ต้องเขียนว่า กิริยา และ ปฏิกิริยา ไม่ใช่ ปฏิกิริยา

กุญแจ กับคำว่า ประแจ

คำว่าประแจ เป็นคำในภาษาจีน เรานำมาใช้เป็นภาษาพูดซึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า กุญแจ เช่น กุญแจเลื่อน ก็เป็น ประแจเลื่อน , กุญแจปากตาย ก็เป็น ประแจปากตาย

กุญแจ หมายถึง เครื่องสำหรับใส่ประตูหน้าต่าง

แม้จะใช้แทนกันได้ แต่นิยมเขียนเป็น กุญแจ มากกว่าคำว่า ประแจ

กรณี กับคำว่า กรณีย์

เป็นคำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน

กรณี หมายถึง เรื่อง , เหตุ เช่น ในกรณีนี้=ในเรื่องนี้

กรณีย์ หมายถึง กิจอันควรทำ อันพึงทำ เช่น กรณียกิจ=หน้าที่อันพึงกระทำ

กรรมการ กับคำว่า กรรมาธิการ

คำสองคำนี้แตกต่างกันในเรื่องความหมาย

กรรรมการ อ่านว่า กำ-มะ-กาน หมายถึง บุคคลที่ได้รับเลือกหรือได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นคณะร่วมกันทำงานหรือกระทำกิจบางอย่างซึ่งได้รับมอบหมาย

ส่วนคำว่า กรรมาธิการ อ่านว่า กำ-มา-ทิ-กาน หมายถึง บุคคลที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรตั้งเป็นคณะกรรมาธิการเพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวน

*พิจารณาจากความหมายของทั้งสองคำแล้ว กรรมาธิการ มีศักดิ์ที่เหนือกว่า กรรมการ เช่นเดียวกับคำว่า เลขาธิการมีบทบาทที่สูงกว่าเลขานุการ

เกษตรกร กับคำว่า เกษตรกรรม

เกษตร คำเดียวแปลว่า ที่ดิน ทุ่ง นา ไร่

ส่วนกร แปลว่า ผู้ทำ

และคำว่า กรรม แปลว่า การกระทำ หรือ การงาน

เกษตรกร หมายถึง ผู้ทำเกษตรกรรม

เกษตรกรรม หมายถึง การใช้ที่ดินเพาะ ปลูกพืช การประมง รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ และการป่าไม้

มีคำอีกคู่หนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับทั้งสองคำนี้

กสิกรรม แปลว่า การทำไร่ไถนา

กสิกร แปลว่า ผู้ทำไร่ไถนา

ข้นแค้น กับคำว่า ค่นแค้น

คำที่เขียนถูกคือคำว่า ข้นแค้น แต่พบบ่อยที่เขียนผิดเป็น ข้นแค้น

ข้นแค้น คำกริยาแปลว่า อัตคัด ขัดสน

ข้น คำวิเศษณ์แปลว่า ลักษณะของเหลวที่มีการรวมตัวกันแน่น

ส่วนคำว่า ข้น ไม่มีในพจนาจุกรม

*คำนี้คงต้องจำเอาว่าต้องเป็น ข้นแค้น เพราะ ข้น ไม่มีความหมาย

ขั้ว กับคำว่า คั่ว

เป็นคำพ้องเสียงแต่ไม่พ้องรูป และมีความหมายต่างกัน

ขั้ว เป็นคำนามแปลว่า ส่วนที่ต่อของก้านดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ และก็แตกลูกคำออกไปอย่างน่าสนใจ เช่น ขั้วกระจก ขั้วบวก ขั้วลบ ขั้วแม่เหล็ก ขั้วโลก

ส่วนคำว่า คั่ว แปลว่า เอาสิ่งของใส่กระเบื้องหรือกระทะตั้งไฟให้ร้อนแล้วคนไปจนสุกหรือเกรียม เช่น คั่วถั่ว คั่วงา

ขาวโพลง กับคำว่า ขาวโพลน

คำว่าโพลง เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า สว่างแจ้ง ลุกสว่าง ใช้ประกอบคำ ขาว เป็น ขาวโพลง

ในพจนานุกรมไม่มีคำว่า โพลน และมักจะเห็นการใช้ผิดบ่อยๆ เป็น ขาวโพลน

ขวนขวาย กับคำว่า ขนขวาย

คำที่ถูกคือ ขวนขวาย

คำว่า ขวน เป็นคำกริยาหมายถึง หมั่นเสาะแสวงหาเพิ่มเติมโดยไม่ยอมอยู่นิ่ง

ครอก กับคำว่า คลอก

เป็นคำที่มีความหมายทั้งสองคำ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องกับความหมาย

ครอก๑ เป็นคำนามแปลว่า  ฝูงลูกสัตว์ที่เกิดร่วมกันเป็นคราว

ครอก๒ เป็นคำวิเศษณ์แปลว่า เสียงดังเช่นนั้นอย่างเสียงนอนกรนของคนหรือเสียงขู่ตะคอกของลิง

ส่วนคำว่า คลอก หมายถึง อาการที่ไฟล้อมเผาออกไม่ได้

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา

ความหมายของภาษา
คำว่า “ ภาษา” เป็นคำภาษาสันสฤต แปลตามรูปศัพท์หมายถึงคำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถสื่อสารติดต่อทำความเข้าใจกันโดยมีระเบียบของคำและเสียงเป็นเครื่องกำหนด ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคำว่าภาษา คือ เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูดถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน

ภาษา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

•ภาษาที่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า “ วัจนภาษา” เป็นภาษาที่ใช้คำพูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำสร้างความเข้าใจกัน นอกจากนั้นยังมีตัวหนังสือที่ใช้แทนคำพูดตามหลักภาษาอีกด้วย
•ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เรียกว่า “ อวัจนภาษา” เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจากคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสาร เช่น การพยักหน้า การโค้งคำนับ การสบตา การแสดงออกบนใบหน้าที่แสดงออกถึงความเต็มใจและไม่เต็มใจ อวัจนภาษาจึงมีความสำคัญเพื่อให้วัจนภาษามีความชัดเจนสื่อสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากท่าทางแล้วยังมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ อีกด้วย
ความสำคัญของภาษา

•ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์  มนุษย์ติดต่อกันได้  เข้าใจกันได้ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องช่วยที่ดีที่สุด
•ภาษาเป็นสิ่งช่วยยึดให้มนุษย์มีความผูกพันต่อกัน เนื่องจากแต่ละภาษาต่างก็มีระเบียบแบบแผนของตน  ซึ่งเป็นที่ตกลงกันในแต่ละชาติแต่ละกลุ่มชน  การพูดภาษาเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน  มีความผูกพันต่อกันในฐานะที่เป็นชาติเดียวกัน
•ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์  และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นวัฒนธรรมส่วนอื่นๆของมนุษย์ด้วย  เราจึงสามารถศึกษาวัฒนธรรมตลอดจนเอกลักษณ์ของชนชาติต่างๆได้จากศึกษาภาษาของชนชาตินั้นๆ
•ภาษาศาสตร์มีระบบกฎเกณฑ์  ผู้ใช้ภาษาต้องรักษากฎเกณฑ์ในภาษาไว้ด้วยอย่างไรก็ตาม  กฎเกณฑ์ในภาษานั้นไม่ตายตัวเหมือนกฎวิทยาศาสตร์  แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของภาษา  เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้น  จึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยตามความเห็นชอบของส่วนรวม
•ภาษาเป็นศิลปะ  มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา  กระบวนการใช้ภาษานั้น มีระดับและลีลา  ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน  เช่น  บุคคล  กาลเทศะ  ประเภทของเรื่องฯลฯ  การที่จะเข้าใจภาษา  และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วย

◦ความหมาย ความหมายของคำมี 2 อย่าง คือ

(1) ความหมายตามตัวหรือความหมายนัยตรง เป็นความหมายตรงของคำนั้นๆ เป็นคำที่ถูกกำหนดและผู้ใช้ภาษามีความเข้าใจตรงกัน เช่น

“ กิน” หมายถึง นำอาหารเข้าปากเคี้ยวและกลืนลงไปในคอ

(2) ความหมายในประหวัดหรือความหมายเชิงอุปมา เป็นความหมายเพิ่มจากความหมายในตรง เช่น

“ กินใจ” หมายถึง รู้สึกแหนงใจ

“ กินแรง” หมายถึง เอาเปรียบผู้อื่นในการทำงาน

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.